วันเวลามันผ่านไปเร็วแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
posted on 13 Nov 2010 14:53 by bouey-yoyoเอนทรี่นี้บ๊วยขอไม่เกริ่นอะไรมากนะคะ เดี๋ยวจะลืมเรื่องที่จะอัพ (ฮา)
จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ น่าจะตอนที่บ๊วยอยู่อนุบาล 2 ล่ะมั้ง ?
คุณครูประจำชั้นเคยถามบ๊วยว่า...โตขึ้นมาอยากเป็นอะไร ?
ในตอนนั้นบ๊วยก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าอาชีพมันมีมากมายขนาดไหน
แต่ว่า ก็ตอบคุณครูไปว่า...หนูอยากเป็นหมอ อยากรักษาคน จะได้ไม่มีใครไม่สบายอีก
คุณครูก็ยิ้มรับ พร้อมกับบอกว่า...ดีแล้วล่ะจ้ะ....
และพออายุ 6 ขวบ บ๊วยก็ได้เข้าเรียนชั้นประถม 1 ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในเชียงใหม่
วันแรกที่ไป จำได้แม่นว่าคุณพ่อให้เงินติดตัวไป รร. 49 บาท (ทำไมไม่เป็น 50 ไปเลยเนอะ 55)
ที่จำได้แม่น เป็นเพราะว่า...เด็กอายุแค่นั้น เงินเท่านี้ก็รู้สึกว่ามันเยอะแล้ว 

พอเข้าไปที่ห้องเรียน สักพักก็มีเพลงดังให้ไปเข้าแถวด้านล่าง บ๊วยก็เดินลงไปเข้าแถว
พอเลิกแถวแล้ว ก่อนที่จะเดินกลับเข้าห้องเนี่ย เขาก็ให้เดินไปทีละห้อง ๆ เนอะ
แล้วก็ยังไม่ถึงเวลาที่ห้องบ๊วยจะได้เดิน บ๊วยก็เลยสะกิดเพื่อนที่ยืนอยู่ด้านหน้าเบา ๆ
แล้วก็พูดว่า... "สวัสดี เค้าชื่อบ๊วยนะ ชื่ออะไรเหรอ ?"
เพื่อนคนนั้นก็หันหน้ามา เธอเป็นเด็กผู้หญิงลูกครึ่ง ตัวสูงกว่าบ๊วยไปประมาณ 10 เซนฯ ได้มั้ง
เธอตอบกลับมาว่า... "เค้าชื่อตุ๊กตา"
แล้วบ๊วยก็บอกไปอีกว่า "เดี๋ยวเรามาเล่นด้วยกันนะ " พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้
(ก็ตอนนั้นมันยังเด็กอยู่เนอะ ชวนเล่นลูกเดียว 55555 ,,) และตุ๊กตาก็บอกว่าจะมาเล่นด้วยกัน
เวลาผ่านไป....
ตอนนั้นบ๊วยอยู่ ป.3 แล้ว และอยู่มาวันหนึ่ง บ๊วยก็ได้พบกับคำถามนี้อีกครั้ง....
"โตขึ้นมาอยากเป็นอะไร ?"
และเวลานั้นบ๊วยก็ยังยืนยันคำเดิมว่าอยากเป็นหมอ....คำตอบเดิม...เหตุผลเดิม....
เวลานี้บ๊วยก็มีเพื่อนเพิ่มขึ้นมากมาย มีทั้งคนที่นิสัยดี และนิสัยไม่ดี
ซึ่งตอนนั้นบ๊วยก็เริ่มรู้นิสัยที่แท้จริงของตัวเองแล้ว ว่าเป็นคนยังไง นิสัยยังไง
....ใครดีมาบ๊วยก็จะดีตอบ ใครร้ายมา...บ๊วยก็จะร้ายตอบเช่นกัน....
แต่โดยพื้นฐานบ๊วยจะเป็นคนที่รักเพื่อนมาก ๆ ขี้ใจอ่อน และก็ปฏิเสธไม่เป็น....
3 ปีผ่านไป....ตอนนี้บ๊วยอยู่ ป.6 แล้ว
มีความคิดที่เริ่มเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิม แต่จริง ๆ ถ้าเทียบกับคนที่อยู่วัยเดียวกัน
บ๊วยจะมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าเยอะ แต่ว่าด้วยความที่เป็นคนฮา ๆ ร่าเริง
และชอบทำตัวไม่ค่อยสนโลกเท่าไหร่ ทำตัวไม่จริงจัง ทั้ง ๆ ที่จริงจังและคิดมากมาก
ก็เลยทำให้เพื่อน ๆ ชอบคิดว่าบ๊วยน่ะ ยังเป็นเด็กอยู่ ไม่น่าเชื่อถือในเรื่องที่ควรจะให้ผู้ใหญ่ตัดสิน
แต่บ๊วยก็ไม่สนใจเพื่อนเท่าไหร่หรอก เพราะถ้าบ๊วยพูดไปแล้วไม่เชื่อ พูดให้ตายยังไงก็ไม่เชื่อหรอก
พอเข้าเทอม 2 ของการเป็นนักเรียนชั้น ป.6
ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นมากมาย
จากที่บ๊วยเคยอ่านหนังสือการ์ตูนของไทย เช่น มหาสนุก สาวดอกไม้ฯ หนูหิ่น ฯลฯ
บ๊วยก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น เรื่องแรกรู้สึกจะเป็นดราก้อนบอลนะ....
แต่ก็มีบางอย่างที่ยังคงอยู่เหมือนเดิม.....
นั่นก็คือความมุ่งมั่นที่จะเรียนหมอ ที่จะได้ช่วยรักษาผู้คนมากมาย
และเมื่อบ๊วยจะต้องเข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1
ตอนนั้นความคิดแรกคือจะไปสอบเข้า รร.ยุพราช
และความคิดที่ 2 คือจะไปสอบเข้า รร.สาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
แล้วบ๊วยก็ไปสอบเข้า รร.สาธิตก่อน เพราะอะไรไม่รู้จำไม่ได้แล้วล่ะ
และก็รอผล จำได้ว่าประกาศผลวันที่ 17 ล่ะมั้ง ? ไม่ก็ 10 ปลาย ๆ นี่แหละ
บ๊วยก็ยังไม่ได้เข้าไปดูที่เว็บของสาธิต เพราะว่าวันที่ประกาศเป็นวันที่เปิดเรียนอยู่
แต่พอถึงวิชาคณิตศาสตร์ ครูอี๊ด ก็มาบอกกับบ๊วยว่า..."เก่งเนอะ สอบเข้าสาธิตได้ด้วย"
ตอนนั้นบ๊วยตะลึงมาก และยังไม่เชื่อครู นึกว่าครูจะแกล้งเล่น ๆ เพราะบ๊วยสนิทกับครูอี๊ด
แต่พอเข้าไปเรียนวิชาคอมพ์ บ๊วยก็เปิดเข้าไปดูในเว็บของสาธิต และปรากฏว่า...
"บ๊วยสอบติดสาธิตจริง ๆ ค่ะ "
ตอนนั้นดีใจมากเลยล่ะ เพราะว่าพ่อแม่ตายาย ก็อยากให้เข้าให้ได้
(ที่อยากให้เข้าให้ได้ เพราะว่าสาธิตเป็น รร. ที่แบบใครสอบเข้าได้คือจะเก่งมาก ๆ ข้อสอบก็ยาก)
พอบ๊วยกลับบ้านไป บ๊วยก็ไปบอกตากับยายก่อนเลย (พ่อกับแม่ไปทำงาน กลับมาเสาร์-อาทิตย์)
ทั้งสองท่านดีใจมาก และทั้งกอด ทั้งลูบหัวบ๊วยใหญ่เลย....
บ๊วยก็สัญญาว่าจะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้ทุกคนต้องเสียใจ
(ตอนประถม บ๊วยได้เกรดเฉลี่ยเยอะน่ะค่ะ ป.4 ได้ 3.80 ป.5 ได้ 3.64 ป.6 ได้ 3.85)
พอถึงเวลาที่ต้องไปเข้าเรียนที่ รร.สาธิต บ๊วยก็ตื่นเต้นมาก ๆ เพราะที่นี่ไม่เหมือน รร. อื่นเท่าไหร่
ตรงที่ว่าทั้งเรียน ทั้งกิจกรรม จะมีเท่า ๆ กัน มีเยอะเท่า ๆ กัน และใครปรับตัวไม่ได้
เกรดที่เคยดี ๆ จากตอนประถมก็จะตกฮวบทันที เพราะแบ่งเวลาไม่เป็น
และที่สาธิต ยังมี "เชียร์" ที่ไม่เหมือนที่อื่นอีกด้วย มีความเป็นสาธิต...
ตอน ม.1 เทอม 1 ทุก ๆ เย็นหลังเลิกเรียน พวกเราจะได้ซ้อมเชียร์....
ต้องอยู่ในห้องเรียนตั้งแต่ตอน 5 โมงเย็น ถึง 6 โมงเย็น
พอถึงเวลาซ้อม เราจะต้องนั่งตัวตรง ตามองไปข้างหน้า ห้ามหันซ้ายหันขวา
และซ้อมร้องเพลงเชียร์ ถ้าร้องไม่ดีก็จะมีสต๊าฟว้าก ว้ากด่า
ว่าง่าย ๆ คือ ซ้อมเหมือนมหาลัยเลยล่ะค่ะ ต่างกันแค่ตรงที่เวลาสต๊าฟด่าจะไม่มีคำหยาบเฉย ๆ
....................
พอขึ้น ม.3 ก็เป็นเวลาที่พวกเราทุกคนต้องเลือกสักทีว่าจะเข้าเรียนสายอะไร
ทีแรกบ๊วยก็จะเข้าสายวิทย์-คณิต นั่นแหละ เพราะอยากเป็นหมอ
แต่ไป ๆ มา ๆ บ๊วยก็อยากเป็นสถาปนิก....มัณฑนากร...นักกายภาพบำบัด.....
ทำให้บ๊วยเริ่มลังเล ว่าจะเข้าสายอะไรดี และสุดท้ายบ๊วยก็อยากเป็นอัยการ
นักธุรกิจ หรือว่าทูต บ๊วยก็เลยตัดสินใจเข้าศิลป์-ฝรั่งเศส....
ทำให้ใครหลาย ๆ คนในครอบครัวพลิกล็อกอย่างแรง....(ช็อกกันไปตาม ๆ กัน)
แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะว่าครอบครัวบ๊วยไม่บังคับอยู่แล้ว จะเรียนอะไรก็เรียนไป .
ดังนั้นบ๊วยเลยเข้าศิลป์-ฝรั่งเศส และตอนนี้ก็ผ่านมาแล้ว 1 เทอม
เรียนสบายดี รู้สึกชอบในด้านนี้ และคิดไม่ผิดที่เลือกเข้าเรียนสายนี้ ถึงจะมีท้อบ้าง แต่ว่าบ๊วยก็สู้ค่ะ
วันพรุ่งนี้เกรดเทอมแรกที่เลือกเรียนศิลป์-ฝรั่งเศส ก็จะออกแล้ว (จริง ๆ ออกวันนี้แต่เลื่อน)
ก็อยากให้มันออกมาดี....ไม่อยากให้ครอบครัวผิดหวัง.....
และไม่อยากรู้สึกว่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉย ๆ ค่ะ............
------------------------------------------------
จบเอนทรี่นี้แล้ว ดราม่าไปนิดนึง แต่ก็ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบนะคะ 

Tags: ความทรงจำ, เพื่อน, เวลา17 Comments
)
เก่งจังเลยยยย~~
]
ได้ทำตามความฝันตัวเองน่ะ
ตอนเริ่มอ่านบรรทัดแรกๆเค้าเกือบอึ้งไปเหมือนกัน เพราะตอนนี้บ๊วยอยู่สายภาษานี่เนอะ
ถ้าว่ากันจริงๆ ก็...พลิกล็อคเหมือนกันเหอะ
#1 By penny on 2010-11-13 20:41